วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สุขภาพดีสร้างได้




           "ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ"  คำพูดนี้ยังเป็นจริงอยู่ถ้าหากเรามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงไม่เจ็บป่วยไข้แล้วละก้อ เป็นพรอันประเสริฐแล้ว  การมีสุขภาพที่ดีอยู่เราปฏิบัติตัวเองคือ การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และงดอยู่ 3 รส คือ ไม่หวาน ไม่เค็ม ไม่มัน อย่างที่ 2 อารมณ์ ทำอารมณ์ให้แจ่มใสไม่เครียด พยายามมองโลกในแง่บวกอยู่เสมอ เพราะการคิดบวกร่างกายจะหลั่งสารแห่งความสุขออกมาทำให้เกิดความหวังในชีวิต สดชื่นแจ่มใส อย่างที่ 3 ควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่่ดี ควรอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก อย่างที่ 4การออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายแบบประเภทแอโรบิค คำว่าแอโรบิคบางคนคิดว่า จะต้องไปเต้นแอโรบิค การออกกำลังกายแบบแอโรบิคหมายถึง การออกกำลังกายโดยให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลาประมาณอย่างน้อย 20 นาที ได้แก่ การวิ่ง การปั่นจักรยาน การว่ายน้ำ การเต้นแอโรบิค  อย่างที่ 5 คือการพักผ่อนให้เพียงพอ จริง ๆ แล้วการนอนขึ้นอยู่กับอายุ ถ้าตามปกติควรนอนให้ได้อย่างน้อยวันละ 6 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นผู้สูงอายุกิจกรรม หรือการทำงานน้อยลง อาจจะน้อยกว่า 6 ชั่วโมงก็ได้ อาจจะเป็น 5 ชั่วโมง  




         ถ้าปฏิบัติให้ได้ตามนี้คุณก็จะมีร่างกายที่แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และมีสุขภาพจิตที่แจ่มใส  จะทยอยนำข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพมาฝากกันเรื่อย ๆ นะคะ

วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

10 สุดยอดอาหารจากแหล่งอาหารตามธรรมชาติ

            บางคนใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงเช้าตื่นขึ้นมารีบแต่งตัวไปทำงาน ไปเรียน ฝ่ามรสุมรถติด ไม่มีเวลาจนต้องพึ่งอาหารกล่อง หรืออาหารสำเร็จรูปซึ่งมีแต่ผงชูรส แล้วก็ทำงานเจอปัญหานา นา สารพัด เมื่อทำงานเสร็จ เย็นกลับบ้านเจอปัญหารถติดอีก ก็ต้องพึ่งอาหารสำเร็จรูปอีก หรือบางคนพอตกเย็นเข้าสังคม สังสรรค์ปาตี้ ถ้าทำแบบนี้ระยะยาวคงไม่ไหวแน่ โรคต่าง ๆ คงจะต้องตามมาเป็นเงาตามตัวโดยที่ไม่ได้เชิญเป็นแน่ วันนี้ก็เลยอยากจะเสนอเรื่อง 10 สุดยอดจากแหล่งอาหารตามธรรมชาติค่ะ ซึ่งเคยนำมาเล่าสูดกันฟังบ้างแล้วในบทความก่อนหน้านี้ค่ะ ความมหัศจรรย์ในอาหาร ถ้าใครยังไม่ได้อ่านลองย้อนกลับไปอ่านดูนะคะ



             ปัญหา : สมองล้า

           สารอาหารที่ช่วยเรื่องปัญหาสมองล้าได้คือ อะซิทิล แอล-คาร์นิทิน กรดอะมิโนชนิดนี้จะทำหน้าที่เปลี่ยนไขมันเป็นพลังงานและกระตุ้นการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย สารอาหารตัวนี้ปกป้องสมองจากความเครียดที่เกิดจากการดื่ม และอายุที่มากขึ้น แหล่งอาหารตามธรรมชาติคือ เนื้อแดง และผลิตภัณฑ์นม





             ปัญหา : ความดันโลหิตสูง

            สารอาหารที่ช่วยเรื่องความดันโลหิตสูงได้คือ โคเอนไซม์ คิว 10 ช่วยลดความดันโลหิตลงได้ และช่วยเพิ่มระดับ ecSOD (Extracellular Superoxide Dismutase) หรือเอนไซม์ที่ช่วยป้องกันไม่ให้หลอดเลือดถูกทำลาย แหล่งอาหารที่พบตามธรรมชาติคือ เนื้อสัตว์ เนื้อปลา ไข่ บรอกโคลี แต่ยังไงก็พยายามลดเกลื่อ (รสเค็ม) ด้วยนะคะ





             ปัญหา : โรคหัวใจ

             สารอาหารที่ช่วยเรื่องโรคหัวใจได้คือ น้ำมันปลา ซึ่งอุดมไปด้วย EPA กับ DHA หรือกรดไขมันจำเป็นกลุ่มโอเมก้า 3 นี้ช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ เพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) และลดความดันโลหิตได้อีกด้วย นอกจากนั้น ไขมันชนิดดี HDL ช่วยลดการอักเสบ พัฒนาศักยภาพด้านการรู้คิด และช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งลำไส้และมะเร็งต่อมลูกหมากด้วย แหล่งอาหารที่พบตามธรรมชาติได้แก่ แซลมอน ทูน่า หรือปลาที่มีไขมันสูงชนิดอื่น ๆ แล้วก็ต้องออกกำลังกายช่วยด้วยค่ะ

            ปัญหา : ปวดข้อ

           สารอาหารที่ช่วยเรื่องนี้ได้คือ กลูโคซามีน นพ.นิโคลัส ไดนูไบล์ ศัลยแพทย์กระดูดและข้อกล่าวว่า กลูโคซามีน ช่วยบรรเทาอาการปวดและการอักเสบในข้อต่อ ในการศึกษาล่าสุดยังพบว่าจริง ๆ แล้ว
กลูโคซามีนช่วยบรรเทาการข้อเข่าเสื่อม แหล่งอาหารที่พบตามธรรมชาติได้แก่ เปลือกสัตว์น้ำจำพวกกุ้งและปู





            ปัญหา : เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก
           สารอาหารที่ป้องกันได้คือ ไลโคปีน ผลการศึกษาล่าสุดของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ระบุว่าสารต้านอนุมูลอิสระที่พบในมะเขือเทศช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้ นักวิจัยกล่าวว่า สารไลโคปีนอาจช่วยปรับเมทาบอลิซึม ของฮอร์โมนและทำให้เซลล์มะเร็งทำลายตัวเองด้วย แหล่งอาหารที่พบ ได้แก่ มะเขือเทศสด หรือปรุงสุก และผลไม้เนื้อแดง/ชมพู แล้วก็ต้องรู้จักเลี่ยงสิ่งเร้าที่จะก่อให้เกิดมะเร็งด้วยนะคะ
          

            ปัญหา : ไมเกรน
            สารอาหารที่ช่วยเรื่องไมเกรนได้คือแมกนีเซียม ผู้ที่มีระดับแมกนีเซียมลดลงอาจทำให้มีอาการปวดศีรษะอย่างหนักได้ เนื่องจากหลอดเลือดในสมองจะหดตัว และตัวรับสัญญาณในเซโรโทนิน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ทำให้เราอารมณ์ดีก็จะทำงานผิดปกติ แมกนีเซียมช่วยควบคุมระดับความดันโลหิต และป้องกันโรคหลอดเลือดสมองและเบาหวานด้วย แหล่งอาหารที่พบได้ตามธรรมชาติคือ ผักใบเขียว ธัญพืชเต็มเมล็ด เมล็ดฟักทอง กาแฟ และถั่วต่าง ๆ ที่สำคัญคือระวังความเครียดด้วยค่ะ




            ปัญหา ความจำแย่
           สารอาหารที่ช่วยได้คือ พิกโนจีนอล เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต้านความเครียดซึ่งเกิดจากสารอนุมูลอิสระในสมองและยับยั้งการทำลายไนตริกออกไซด์ที่ช่วยคงจำนวนจุดเชื่อมต่อของเส้นใยประสาท การวิจัยพบว่าโพโนจีนอลช่วยให้ผู้สูงอายุมีความจำดีขึ้น บรรเทาอาการปวดข้อ และตะคริวได้ด้วยแหล่งอาหารตามธรรมชาติได้แก่ เปลือกสน (จะไปหาที่ไหนหว่า คงต้องพึ่งอาหารเสริม)


           ปัญหา : คอเลสเตอรอล

           สารอาหารที่ช่วยยับยั้งคือ สารสกัดจากข้าวแดงหมัก การศึกษาล่าสุดใน Annals of Internal Medicine พบว่า ผู้ป่วยที่ได้รับสารสกัดจากข้าวแดงหมักในระหว่างปฏิบัติตามโปรแกรมควบคุมอาหารและออกกำลังกายเป็นเวลา 12 สัปดาห์ สามารถลด LDL (ไขมันชนิดเลว) ได้ถึง 27 เปอร์เซ็นต์ ส่วนกลุ่มที่ควบคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างเดียวลดได้แค่  6 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แหล่งอาหารตามธรรมชาติที่ได้คือ ข้าวแดงหมัก เหล้าสาเก(ระวังเมานะ) น้ำส้มสายชูที่หมักจากข้าวแดง




           ปัญหา : ภาวะซึมเศร้า



       สารอาหารที่ช่วยได้คือ SAMe คือกรดอะมิโนสังเคราะห์ที่ช่วยรักษาอาการซึมเศร้าได้ดีพอ ๆ กับยาต้านอาการซึมเศร้าตามแพทย์สั่งเชียวหละ แล้วก็ยักช่วยลดอาการปวดข้อ อาการอักเสบของข้อต่อ แลยังช่วยเสริมสร้างกระดูดอ่อน สาร SAMe นี้ร่างกายอาจสร้างขึ้นหลังจากกินเนื้อสัตว์ ผักใบเขียว และส้ม

       ปัญหา : ร่างกายสามารถทนกับความเหนื่อยได้ต่ำ
       สารอาหารที่ช่วยได้คือ เควอร์เซติน เหมาะกับคนที่อยากออกกำลังกายแบบคาร์ดิโดได้นานขึ้นการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเซาท์แคโรไลนาพบว่า คนที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำแต่ได้รับสารต้านอนุมูลอิสระชนิดนี้สามารถขี่จักรยานได้นานกว่ากลุ่มที่ไม่ได้บริโภค  13 เปอร์เซ็นต์ แหล่งอาหารที่พบตามธรรมชาติได้แก่ ไวน์แดง (อย่าดื่มจนเพลินเดี๋ยวจะไม่ได้ออกกำลังกาย) ผักชีฝรั่ง องุ่น หอมหัวใหญ่ แอปเปิ้ล



          เห็นมั้ยค่ะว่าสารอาหารจากแหล่งอาหารตามธรรมชาติ มีคุณประโยชน์แค่ไหนทั้งเป็นยาป้องกันโรคได้ และใช้ในการรักษาโรคได้ แต่ถึงยังไงถ้าใครมีโรคประจำตัวอะไรอยู่ ก็ควรกินอาหารที่มีประโยชน์ควบคู่ไปกับการรักษากับแพทย์ประจำไปด้วย และที่สำคัญคือ ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วยค่ะ

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

หลักการออกกำลังกาย

หลักการออกกำลังกายที่ถูกต้อง

         อยากสุขภาพดีหาซื้อไม่ได้ต้องสร้างเอง หนึ่งในวิธีที่จะทำให้สุภาพดี ก็คือการออกกำลังกาย วันนี้จะนำวิธีการออกกำลังกายที่ถูกต้องมาฝากกันค่ะ การออกกำลังกายควรออกกำลังกายแบบประเภทแอโรบิค เพื่อให้ผลดีต่อหัวใจ ช่วยป้องกันการเป็นโรคที่เกี่ยวกับหัวใจ และระบบหลอดเลือดได้ การออกกำลังกายประเภทแอโรบิคก็คือ การเคลื่อนไหวที่ต้องใช้ออกซิเจนจำนวนมากโดยใช้เวลานานเพื่อให้ร่างกายสามารถนำออกซิเจนไปใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การว่ายน้ำ การปั่นจักรยาน จ๊อกกิ้งเบา ๆ การเต้นแอโรบิค



          สรุปคือการออกกำลังกายแบบแอโรบิค เป็นการเคลื่อนไหวร่างกาย ต่อเนื่องติดต่อกันเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 20 นาทีขึ้นไปสำหรับผู้ที่เริ่มออกกำลังกายใหม่ ๆ แล้วจึงค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจะมีอยู่ 3 step ด้วยกันคือ

1.  Step แรก  คือการอุ่นเครื่อง (warm up) เป็นการออกกำลังกายเบา ๆ ก่อน เพื่อเพิ่มอุณภูมิของร่างกายและกล้ามเนื้อ กระตุ้นให้เลือดและออกซิเจนมาเลี้ยงกล้ามเนื้อ ป้องกันเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอในขณะออกกำลังกาย ลดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ ในขั้นตอนนี้ควรใช้เวลาประมาณ 5 - 10 นาที เช่นถ้าเราจะวิ่งก็ควรเดินเร็ว ประมาณ 5 - 10 นาที

2.  Step สอง คือระยะการออกกำลังกาย (training) จะต้องมีการกำหนดองค์ประกอบต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ของการออกกำลังกาย องค์ประกอบเหล่านี้ ได้แก่ ความรุนแรง หรือความหนักของการออกกำลังกาย ระยะเวลา ความถี่ และชนิดของการออกกำลังกาย

            ความรุนแรง หรือความหนัก (intensity) เป็นองค์ประกอบส่วนที่สำคัญที่สุดของการออกกำลังกาย ในกลุ่มที่เริ่มออกกำลังใหม่ๆ ควรใช้ความรุนแรงต่ำ และใช้เวลาในแต่ครั้งนานๆ ที่สำคัญคือ เพื่อการปรับตัวที่ดีของระบบหัวใจและหลอดเลือด ขึ้นอยู่กับการออกกำลังที่รุนแรงมากขึ้นความรุนแรงของการออกกำลัง นิยมใช้การวัดโดยดูจากอัตราการเต้นของหัวใจ โดยให้ประมาณ 60%ของช่วงของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด ควรออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อย 20 นาทีขึ้นไป ถึง 60 นาทีถ้าออกกำลังกายน้อยกว่า 5 นาที จะไม่มีผลต่อการปรับตัวของหัวใจและหลอดเลือดเลย เหนื่อยเปล่า ไหน ๆ คิดจะออกกำลังกายแล้วเอาให้มันได้ประโยชน์ดีกว่า ควรออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง

3.  Step สาม ช่วงการผ่อนคลาย (cool down) เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการออกกำลังกายคือการผ่อนแรงให้เบาลง ในกรณีที่เรากำลังออกกำลังกายอยู่แล้วรู้สึกเหนื่อยมาก ไม่ควรหยุดทันที ควรค่อย ๆ ผ่อนระดับให้เบาลงเรื่อย ๆ ก่อนแล้วค่อยหยุด เป็นการป้องกันการลดลงของความดันโลหิต ซึ่งอาจทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองและหัวใจไม่ทัน

           




         ย้ำนะคะ การออกกำลังกายทุกครั้งควรทำให้ครบ 3 Step เพื่อป้องกันการบาดเจ็บได้ และสิ่งสุดท้ายอีกอย่างหนึ่งคือการคลายกล้ามเนื้อเพื่อป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ



      

ข้าวทางเลือกสำหรับคนรักสุขภาพ ภาค 2

         

          สวัสดีค่ะ วันนี้มาตามสัญญาที่ให้ไว้เมื่อวานนี้ค่ะ มาต่อกันในเรื่องของ ข้าวทางเลือกสำหรับคนรักสุขภาพภาค   2 ค่ะ ถ้าใครยังไม่ได้อ่านภาคแรก กลับไปอ่านได้ที่บทความของ ข้าวทางเลือกสำหรับคนรักสุขภาพ ภาค 1 ได้ค่ะ




         ข้าวดอย เป็นข้าวที่ปลูกบนดอยสูง เมล็ดขาวสั้นเหนียวนุ่ม (คล้ายข้าวญี่ปุ่น) จะกระเทาะเปลือกด้วยวิธีธรรมชาติ คือ ตำแบบข้าวซ้อมมือ ส่วนใหญ่จะวางขายตามร้านอาหารเพื่อสุขภาพ ในกรุงเทพค่อนข้างหายาก มักเรียกว่า ข้าวซ้อมมือชาวเขาค่ะ




        ข้าวไร่  ปลูกในที่ดอน ไม่ต้องพึ่งน้ำมากเหมือนปลูกในที่ลุ่ม เป็นพันธ์ที่ปลูกง่าย แข็งแรงเติบโตได้เองโดยไม่ต้องใช้ปุ๋ย เนื้อข้าวจะแน่น เหนียวอร่อย มีขายเฉพาะตามฤดูกาล

        ข้าวก่ำ เป็นข้าวเหนียวดำ นึ่งสุกแล้วจะนุ่มหอม เคี้ยวอร่อย ข้าวชนิดนี้มีสารสีม่วง มีงานวิจัยค้นพบว่ามีฤทธิ์ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยการหมุนเวียนของเลือด ชะลอการเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย ลดไขมันในเส้นเลือด รสชาตินุ่มเหนียวอร่อย




            ข้าว 5 สี ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า ต้องมี 5 สี คือนำข้าวสีต่าง ๆ มา ผสมกัน เพื่อให้ได้วิตามินครบถ้วน และมีสีสวยน่ากิน ชอบแบบไหนเอามาผสมกันได้ตามใจจอบเลยค่ะ

          ข้าวเพิ่มคุณค่า ไม่ต้องงงนะคะ สำหรับข้าวชนิดนี้คือ เราชอบอะไรก็นำมาใส่ในข้าวของเราค่ะ เช่น เราชอบขมิ้น ก็ใส่ขมิ้นไปเคลือบให้มีสีเหลือง ทำได้หมดเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นดอกอัญชัน กระเจี๊ยบ หรือแม้กระทั่งรสกระเทียมก็ทำได้ค่ะ แล้วอย่าลืมถามคนในบ้านด้วยว่าชอบอะไร เค้าจะได้ทานกับเราได้ด้วย

        เห็นมั้ยค่ะว่าข้าวของไทยเรามีให้เลือกตั้งหลายชนิด และมีคุณค่าอาหารมากมาย ลองสลับสับเปลี่ยนแต่ละชนิดกันรับประทานซิค่ะ แล้วคุณจะรู้สึกว่าข้าวแต่ละชนิดเค้ามีรสชาติ และกลิ่น เป็นเอกลักษณ์ค่ะ


วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ข้าวทางเลือกสำหรับคนรักสุขภาพภาค 1

          คนไทยยังไง้ ยังไงก็ต้องกินข้าว เพราะถ้าไปกินอย่างอื่น มันรู้สึกว่าไม่ค่อยอิ่มท้องเท่าไหร่ แต่ว่าเราจะเลือกกินข้าวแบบไหนดีหละ เพื่อให้ได้ผลดีต่อสุขภาพของเราทุกวันนี้เดินเข้าซุปเปอร์มาร์เก็ตก็มีข้าวหลายชนิดเหลือเกินจนเลือกกันไม่ถูก วันนี้นำความรู้เรื่องข้าวแต่ละประเทภมาฝากกันค่ะ ซึ่งคนยุคใหม่ควรรู้จักไว้เพื่อไม่ให้ตกยุค



         ข้าวพันธุ์ลืมผัว ข้าวที่ฮือฮาเมื่อไม่นานมานี้ เป็นข้าวเหนียวดำพันธ์พื้นเมืองของชาวเขาเผ่าม้ง จังหวัดตาก ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงพันธ์จนเป็นที่รู้จัก จะมีกลิ่นหอม รสอร่อย เวลาเคี้ยวจะรู้สึกมันและนุ่มแบบหนึบ ๆ เป็นข้าวเหนียวกล้องที่ไม่ได้ผ่านการขัดสี จึงมีทั้งวิตามินและธาตุเหล็ก ช่วยลดการแข็งตัวของหลอดเลือด ป้องกันโรคสมองเสื่อม รวมไปถึงโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศในชายและหญิงด้วย




           ข้าวกล้องงอก เป็นข้าวกล้องที่ไม่ได้ผ่านการขัดสีนำมาแช่น้ำจนมีรากงอกนิด ๆ ทำให้มีสารอาหารในข้าวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสารกาบา (Gaba) สามารถป้องกันโรคต่าง ๆ ได้ เช่น มะเร็ง เบาหวาน ช่วยควบคุมน้ำหนักตัวด้วย เมื่อหุงสุกแล้วจะนุ่มน่ากิน ไม่กระด้างเหมือนข้าวกล้องทั่วไป



            ข้าวมันปู  คือช่อเดิมของกลุ่มข้าวกล้องที่มีชั้นรำสีแดงมีสารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ แต่ต้องเป็นข้าวมันปูแบบข้าวกล้องเท่านั้น คือกระเทาะเปลือกออกชั้นแรก ถ้าสีหลายครั้งจะเหมือกับข้าวขาวทั่วไปมีแต่สีแดงเท่านั้น คนทั่วไปมักจะนึกว่ามีคุณค่าอาหารสูงเพราะมีสีแดง แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ เมื่อหุงสุกเนื้อข้าวจะเหนียว มัน อร่อย



              ข้าวสีนิล เป็นข้าวที่พัฒนามาจากพันธ์ข้าวหนียวดำ จะมีสีม่วงเข้มมีคุณค่าอาหารสูง มีสารที่สำคัญคือ แอนโทไซยานิน ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการอุดตันของเส้นเลือดได้ และยังช่วยบำรุงผมให้เงางามเข็งแรง เมื่อหุงสุกแล้วจะมีสีม่วงอ่อน เนื้อข้าวนุ่ม




              ข้าวสังข์หยด เมล็ดข้าวสั้น สีแดง เมื่อหุงสุกเมล็ดข้าวจะนุ่มค่อนข้างเหนียวเล็กน้อยมีวิตามินครบถ้วนเหมือนข้าวกล้องทั่วไป

            ยังไม่จบแค่นี้นะค่ะเดี๋ยวพรุ่งนี้ขอมาต่อใน ข้าวทางเลือกสำหรับคนรักสุขภาพ (ภาค 2) นะคะพอดีพรุ่งนี้จะต้องปฏิบัติภาระกิจแต่เช้าขอไปนอนก่อนค่ะ